ช่วงนี้ได้ยินคำว่า “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” บ่อยขึ้นมากเลยใช่ไหมคะ ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศนะ แต่บ้านเราเองก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งอากาศที่ร้อนจัด น้ำท่วมหนัก หรือภัยแล้งที่ไม่เคยเจอมาก่อน.
ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่กังวลกับเรื่องนี้มากๆ ยิ่งเห็นข่าวผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลกและในไทยเราด้วยแล้ว ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง. บอกเลยว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอีกต่อไปแล้วค่ะ มันคือปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ต้องอาศัย “พลังของทุกคน” จริงๆ ทั้งเราๆ ในฐานะประชาชนคนธรรมดา และภาคธุรกิจต่างๆ ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ.
โชคดีที่ตอนนี้หลายภาคส่วนในไทยเริ่มตื่นตัวและหันมาให้ความร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะ หรือการพัฒนานวัตกรรมสีเขียว. ฉันเชื่อว่าถ้าเราทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ เปลี่ยนแค่พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โลกของเราก็จะกลับมาน่าอยู่ขึ้นแน่นอนค่ะวันนี้ฉันเลยอยากชวนทุกคนมาเจาะลึกกันว่า “ความร่วมมือระหว่างประชาชนและภาคธุรกิจ” จะมีส่วนช่วยแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างไรบ้าง และมีไอเดียหรือเทรนด์ใหม่ๆ อะไรน่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกันนะคะ ด้านล่างนี้ฉันจะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลยค่ะ!
ปลุกพลังพลเมือง สร้างโลกสีเขียว: เมื่อเราทุกคนผนึกกำลัง

ช่วงนี้ฉันสังเกตเห็นว่าหลายคนเริ่มตื่นตัวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเยอะเลยนะคะ ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่นะ แต่คนทุกเพศทุกวัยก็เริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการลดขยะ การใช้พลังงานสะอาด หรือแม้แต่การเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฉันรู้สึกดีใจมากๆ เลยค่ะที่เห็นว่าพลังเล็กๆ ของพวกเรากำลังรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้. ที่ผ่านมาเราอาจจะรู้สึกว่าเรื่องใหญ่ๆ อย่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องไกลตัว เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น แต่จากประสบการณ์ตรงที่ฉันได้เห็นมากับตา ไม่ว่าจะเป็นตอนไปเที่ยวชุมชนริมคลองแล้วเห็นชาวบ้านช่วยกันคัดแยกขยะอย่างจริงจัง หรือตอนที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานอีเวนต์รักษ์โลกที่บริษัทใหญ่ๆ จัดขึ้น ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่า “พลังของประชาชน” และ “ศักยภาพของภาคธุรกิจ” นี่แหละคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้โลกของเรากลับมาสดใสได้อีกครั้ง. การที่เราในฐานะประชาชนเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การพกถุงผ้า การใช้แก้วส่วนตัว หรือการแยกขยะที่บ้าน ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ แล้วค่ะ และยิ่งเราส่งเสียงเรียกร้องให้ภาคธุรกิจหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เลือกสนับสนุนแบรนด์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พลังของเราก็จะยิ่งมีอิทธิพลในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้จริง. ฉันเชื่อว่าถ้าเราทุกคนช่วยกัน สร้างความร่วมมือกันอย่างจริงใจและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เกินคาดได้เสมอค่ะ และมันจะช่วยให้เราทุกคนมีอนาคตที่ยั่งยืนบนโลกใบนี้ไปพร้อมๆ กัน.
รวมใจคนไทย: พฤติกรรมเล็กๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่
จากที่ฉันได้ลองสังเกตและพูดคุยกับเพื่อนๆ หลายคน รวมถึงข้อมูลที่ฉันได้อ่านมา พบว่าคนไทยเราส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับการบริโภคสินค้าเพื่อความยั่งยืนมากขึ้นถึง 54% เลยนะคะ และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ เรายินดีจ่ายแพงขึ้นเฉลี่ย 11.7% สำหรับสินค้ารักษ์โลกด้วย! นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิตินะคะ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกและความตั้งใจจริงของพวกเราทุกคนเลย. พฤติกรรมง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอย่างการพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว หรือกล่องข้าวเวลาไปซื้อของนอกบ้าน กลายเป็นเรื่องปกติที่หลายคนทำกันแล้ว หรืออย่างการคัดแยกขยะที่บ้านก่อนทิ้ง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราสามารถช่วยได้ทันทีเลยค่ะ ฉันเองก็พยายามทำมาตลอดนะ บางทีมันอาจจะดูเล็กน้อย แต่ลองคิดดูสิคะว่าถ้าคนไทย 70 กว่าล้านคน ทำพร้อมกันหมด จะเกิดผลลัพธ์มหาศาลขนาดไหน. ยิ่งไปกว่านั้น ฉันเห็นหลายๆ ชุมชนในไทยเริ่มมีการจัดกิจกรรมเก็บขยะในพื้นที่ของตัวเอง อย่างโครงการ “รักษ์โลกไปกับ C2 เก็บ แยก และ รีไซเคิล” ที่ไปเก็บขยะคลองลาดพร้าว ได้ขยะกว่า 2.2 ตันเลยทีเดียว! ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนสามารถรวมพลังกันสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง. การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่เราแต่ละคนนี่แหละค่ะ แค่เราใส่ใจและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง โลกของเราก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน!
เสียงผู้บริโภคทรงพลัง: เลือกซื้อ เลือกสนับสนุนธุรกิจสีเขียว
ฉันรู้สึกว่าพลังของผู้บริโภคอย่างเราๆ นี่มีอิทธิพลมากๆ เลยนะคะ เพราะทุกครั้งที่เราตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือบริการอะไรสักอย่าง เรากำลังโหวตให้กับสิ่งที่เราเชื่อมั่นอยู่เสมอ. การที่เราหันมาสนใจและสนับสนุนธุรกิจที่ผลิตสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ก็เท่ากับว่าเรากำลังส่งสัญญาณไปถึงภาคธุรกิจว่า “เราต้องการสิ่งเหล่านี้!”. อย่างผลสำรวจของ PwC ล่าสุดก็บอกชัดเจนว่า 45% ของผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับการลดของเสียและการรีไซเคิลในการตัดสินใจซื้อสินค้า และ 37% สนใจบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม. ตรงนี้แหละค่ะคือโอกาสทองของธุรกิจที่ใส่ใจโลก. ฉันเองเวลาไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตหรือเลือกซื้อของออนไลน์ ก็พยายามมองหาฉลากเขียว หรืออ่านข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดขึ้นว่าแบรนด์นั้นๆ มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมยังไงบ้าง เพราะฉันเชื่อว่าทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไป ควรจะไปสนับสนุนสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้. การเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทที่มีนโยบายจัดการสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เช่น CP ALL ที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 หรือกลุ่มเซ็นทรัลที่มีแคมเปญ “Love the Earth” ลดขยะพลาสติก ก็เป็นการช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเหล่านี้เดินหน้าทำสิ่งดีๆ ต่อไปค่ะ. เราทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ แค่เลือกซื้ออย่างชาญฉลาดค่ะ
ธุรกิจไทยหัวใจสีเขียว: ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืน
ต้องยอมรับเลยว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ ภาคธุรกิจในประเทศไทยหลายแห่งตื่นตัวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยนะคะ ไม่ใช่แค่ทำ CSR (Corporate Social Responsibility) สวยๆ แต่หลายบริษัทเริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานทั้งหมดให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้นจริงๆ ค่ะ อย่างที่ฉันเคยได้ยินมา บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งในไทย เช่น SCG, Central Group, หรือ PTT Global Chemical (GC) เนี่ย เขาไม่ได้มองเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นแค่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจด้วยซ้ำไป. ฉันรู้สึกประทับใจมากที่เห็นบริษัทเหล่านี้ไม่ได้แค่พูดถึง แต่ลงมือทำจริงจัง ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการดำเนินงาน. การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลดีแค่กับสิ่งแวดล้อมเท่านั้นนะคะ แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ ดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจโลกอย่างเราๆ และยังช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวอีกด้วย. ฉันเชื่อว่าถ้าธุรกิจในไทยยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นแบบนี้ อนาคตสีเขียวของเราก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ
พลิกโฉมกระบวนการผลิต: จากของเสียสู่โอกาส
ที่ฉันเคยไปดูงานหรืออ่านข่าวมา หลายๆ บริษัทในไทยเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครั้งใหญ่เลยค่ะ จากเดิมที่เน้นการใช้แล้วทิ้ง (Linear Economy) ตอนนี้หันมาใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กันมากขึ้น เพื่อให้ทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้นานที่สุด และลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด. อย่างเช่น บริษัทไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป จำกัด ที่เปลี่ยนขวดพลาสติก PET ใช้แล้ว ให้กลายเป็นเกล็ด PET เพื่อนำไปผลิตเส้นใย เสื้อผ้า หรือบรรจุภัณฑ์ใหม่. หรืออย่างกลุ่มบริษัทไทยคูณสตีล ที่ผลิต “ท่อเหล็กรักษ์โลก” จากพลังงานสะอาดและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังรีไซเคิลได้ 100% อีกด้วย. ฉันมองว่านี่ไม่ใช่แค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และสร้างงานให้กับคนในชุมชนด้วย อย่างกรณีของไทยพลาสติก รีไซเคิล ที่ช่วยให้ซาเล้งมีรายได้ที่ดีขึ้น. นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ฉันได้เห็น อย่างเครื่องแปรรูปขยะเศษอาหารให้กลายเป็นดินคุณภาพสูงภายใน 30 นาที หรือระบบจัดการกากอุตสาหกรรม “Green Drive” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าจริงๆ ค่ะ. การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญในการลงทุนและการปรับตัว แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่ามากๆ เลยนะคะ
แคมเปญรักษ์โลกโดนใจ: สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า
ฉันชอบมากเลยที่เห็นหลายๆ แบรนด์ในไทย ไม่ได้แค่ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ยังสร้างสรรค์แคมเปญที่ชวนให้ลูกค้าอย่างเราๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลโลกด้วยค่ะ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในการรักษ์โลกนี้ แต่มีแบรนด์ต่างๆ เดินไปพร้อมกับเราด้วย. ลองนึกถึงแคมเปญ “60+ Earth Hour” ที่ประเทศไทยจัดขึ้น โดยรณรงค์ให้ปิดไฟที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมงพร้อมกับเมืองใหญ่ทั่วโลก ซึ่งก็มีหลายสื่อช่วยประชาสัมพันธ์ ทำให้คนไทยรู้จักและเข้าร่วมกันเยอะเลย. หรืออย่างแคมเปญ “ไม่เทรวม” ของกรุงเทพมหานคร ที่รณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งช่วยลดภาระและงบประมาณให้กับ กทม. ได้ถึง 127 ล้านบาทภายใน 5 เดือน!. นอกจากนี้ยังมีแบรนด์เครื่องสำอางอย่าง Lancôme ที่ใช้ #BeYourOwnIDOLE เพื่อประกาศว่าขวดน้ำหอมบางที่สุดเพราะรักษ์โลก หรือไมโลกับแคมเปญ #เล็กน้อยเปลี่ยนโลกได้ ที่หันมาใช้หลอดกระดาษและบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล. แคมเปญเหล่านี้ไม่ได้แค่สร้างการรับรู้ แต่ยังกระตุ้นให้พวกเราลงมือทำจริง และเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากๆ เลยค่ะ มันคือการสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนเชื่อว่า “เล็กน้อยก็เปลี่ยนโลกได้” จริงๆ ค่ะ
นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม: แสงสว่างแห่งอนาคต
ในฐานะคนที่เป็นบล็อกเกอร์ ฉันได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมผุดขึ้นมามากมายในไทยนะคะ บอกเลยว่าแต่ละอย่างน่าตื่นตาตื่นใจมากๆ มันทำให้ฉันรู้สึกมีความหวังว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นขยะล้นเมือง มลพิษทางอากาศ หรือน้ำเสีย จะต้องมีทางออกที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน. ยิ่งเรามีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากเท่าไหร่ การทำงานของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้นค่ะ อย่างที่ฉันได้อ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ก็ให้การสนับสนุนนวัตกรรมไทยหลายโครงการเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูทะเล การดูแลป่าไม้ หรือการอนุรักษ์สัตว์ป่า. ฉันเชื่อว่าถ้าเราส่งเสริมนวัตกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยของเราจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคได้อย่างแน่นอนค่ะ
เทคโนโลยีสีเขียวพลิกโลก: จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง
ที่ฉันได้เห็นมา มีนวัตกรรมเจ๋งๆ หลายอย่างที่กำลังถูกพัฒนาและนำมาใช้ในไทยเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเลยค่ะ บางอย่างก็เป็นผลงานของคนไทยเองด้วยนะ อย่างเช่น “รถบริการกำจัดซากสัตว์” ที่ออกแบบระบบเผาไหม้แบบอุณหภูมิสูงและระบบบำบัดมลพิษทางอากาศแบบกะทัดรัด หรือ “Mobile Burn เตาเผาขยะเคลื่อนที่” ที่สามารถเผาขยะได้สมบูรณ์และรวดเร็ว. นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น “ไซโคลนิก by SCG นวัตกรรมสุขาปลอดเชื้อ” ระบบบำบัดกากของเสียที่ฆ่าเชื้อโรคแบบครบวงจร ไม่ปล่อยของเสียออกสู่ระบบระบายน้ำ ซึ่งเหมาะมากๆ สำหรับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล หรืออย่าง “Inno Waste: เครื่องแปรรูปขยะเศษอาหารให้กลายเป็นดินคุณภาพ” ที่ช่วยลดปัญหาขยะเศษอาหารในแต่ละวัน. ฉันรู้สึกทึ่งกับความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยจริงๆ ค่ะ ที่สามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับปัญหาในบ้านเราได้อย่างลงตัว. นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการนำก๊าซเรือนกระจกมาทำเป็นพลาสติกได้ด้วยนะคะ. นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร และที่สำคัญคือทำให้ชีวิตของเราทุกคนดีขึ้นด้วยค่ะ
แอปลิเคชันช่วยโลก: ใกล้ตัวกว่าที่คิด
สมัยนี้อะไรๆ ก็อยู่ในมือเราหมดแล้วเนอะ แม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมก็มีแอปพลิเคชันดีๆ มาช่วยให้เราจัดการได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ที่ฉันได้ลองหาข้อมูลมาเนี่ย มีแอปพลิเคชันที่น่าสนใจมากๆ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยโดยเฉพาะเลยนะ อย่างเช่น แอปพลิเคชัน “Smoke Watch” ที่ช่วยแจ้งเตือนและเฝ้าระวังไฟป่าจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งสำคัญมากสำหรับพื้นที่ภาคเหนือที่เจอปัญหา PM2.5 บ่อยๆ. หรือ “Dr. Barrier” ที่ช่วยในการตัดสินใจชิงเผาเพื่อลดปัญหาไฟป่า. นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงเกษตรกรที่ต้องการกำจัดวัสดุเหลือทิ้งกับการภาคเอกชนที่ต้องการนำไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแก้ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนืออย่างยั่งยืน. ฉันมองว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆ ที่จะช่วยให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ง่ายและสะดวกขึ้นเยอะเลยค่ะ มันเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ ค่ะ.
รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่: นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
ฉันว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศประสบความสำเร็จได้ ก็คือการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจังนี่แหละค่ะ จากที่ฉันติดตามข่าวมา รัฐบาลไทยเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดี และได้ออกมาตรการรวมถึงนโยบายต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างต่อเนื่องเลยนะคะ. มันทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจและมีความหวังว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราทุกคนกำลังช่วยกันทำ จะได้รับการส่งเสริมและผลักดันจากภาครัฐให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการออกกฎหมาย การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อจูงใจภาคธุรกิจและประชาชนให้หันมารักษ์โลกมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ฉันเห็นว่ามีความสำคัญมากๆ ค่ะ เพราะมันเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว.
แผนยุทธศาสตร์ชาติ: มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ฉันเคยอ่านเจอว่าประเทศไทยเรามี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” ที่รวมเรื่องการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วยนะคะ. และที่สำคัญคือเรามีเป้าหมายที่ท้าทายมากๆ คือการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593. นี่เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่มากๆ เลยค่ะ และฉันเชื่อว่าถ้าภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคนร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เราก็มีโอกาสทำได้สำเร็จแน่นอน. รัฐบาลเองก็กำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งจะเข้ามาจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงจะมีคณะกรรมการนโยบายที่มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย. นอกจากนี้ แผนพลังงานชาติของไทยยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 68% ภายในปี 2583 และ 74% ภายในปี 2593 อีกด้วย. ฉันมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศเราในการเดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจริงๆ ค่ะ
สิทธิประโยชน์และแรงจูงใจ: หนุนธุรกิจสีเขียว
ฉันสังเกตเห็นว่าภาครัฐเองก็ไม่ได้แค่ออกกฎระเบียบอย่างเดียวนะคะ แต่ยังพยายามสร้างแรงจูงใจและให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจหันมาลงทุนในกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย. อย่างที่ ผอ.สนค. เคยกล่าวไว้ว่า ภาครัฐควรมีบทบาทในการสนับสนุนภาคเอกชนให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน เช่น ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สนับสนุนเงินทุนสีเขียว (Green Finance) หรือออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond). ฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะมันจะช่วยลดภาระให้กับธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน และทำให้พวกเขามีแรงจูงใจที่จะลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น. นอกจากนี้ยังมีโครงการ “Climate Smart Buildings Initiative” ที่เป็นกองทุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงอาคารสำนักงานให้ประหยัดพลังงาน. การมีมาตรการเหล่านี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสีเขียว ทำให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโลกของเราค่ะ.
เศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างมูลค่าใหม่จากสิ่งเดิม
สำหรับฉันแล้ว หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูงมากๆ ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเราคือ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy นี่แหละค่ะ แทนที่จะมองว่าของใช้แล้วเป็นขยะ แต่กลับมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สามารถนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ได้อีกครั้ง. มันเป็นการเปลี่ยนมุมมองที่พลิกโลกไปเลยนะคะ และฉันเชื่อว่าแนวคิดนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้. ยิ่งฉันได้เห็นตัวอย่างของหลายๆ บริษัทที่นำแนวคิดนี้มาใช้จริง ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่านี่คือทางออกที่แท้จริงของการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ.
โมเดลธุรกิจหมุนเวียน: โอกาสทองของภาคเอกชน
ฉันเคยอ่านเจอว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเนี่ยเป็นโอกาสทองของภาคธุรกิจเลยนะคะ เพราะมันไม่ได้แค่ช่วยลดต้นทุนจากการใช้วัตถุดิบใหม่ แต่ยังสร้างธุรกิจใหม่ๆ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย. อย่างเช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ที่บูรณาการหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนและกำหนดเป้าหมายในการลดการเกิดของเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน. หรืออย่างบริษัทไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป จำกัด ที่เปลี่ยนขวดพลาสติกใช้แล้วให้เป็นเกล็ด PET ซึ่งเป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ. นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชัน “Oho!” ของไทยที่ช่วยจำหน่ายวัตถุดิบและอาหารที่เหลือจากร้านอาหาร ซึ่งยังมีคุณภาพดี แต่ราคาประหยัด เพื่อลด Food Waste. ฉันคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเลยนะคะว่าธุรกิจสามารถทำกำไรไปพร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงๆ. มันคือการสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรและผลกระทบต่อโลกของเราค่ะ.
พลังแห่งการรีไซเคิล: เปลี่ยนขยะให้เป็นเงิน
เวลาพูดถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวฉันเลยก็คือ “การรีไซเคิล” นี่แหละค่ะ เพราะมันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทรัพยากรหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีกครั้ง แทนที่จะถูกทิ้งไปอย่างไร้ค่า. จากที่ฉันได้ศึกษามา การรีไซเคิลในประเทศไทยกำลังถูกผลักดันอย่างจริงจังจากหลายภาคส่วนนะคะ อย่างกรุงเทพมหานครก็มีโครงการ “ไม่เทรวม” ที่สนับสนุนให้ประชาชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบได้มหาศาล. นอกจากนี้ยังมีองค์กรอย่าง TerraCycle Thai Foundation ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะพลาสติกและการแยกขยะรีไซเคิล ซึ่งร่วมมือกับแบรนด์ C2 จัดกิจกรรมเก็บขยะและรณรงค์เรื่องการแยกขยะด้วย. ฉันคิดว่าการรีไซเคิลไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวนะคะ แต่มันยังสร้างเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้ด้วย อย่างที่บริษัทไทยพลาสติก รีไซเคิล บอกว่าธุรกิจของเขาช่วยให้ซาเล้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น. นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการจัดการขยะที่ดี สามารถเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทอง” ได้จริงๆ ค่ะ
ปลูกฝังจิตสำนึก: สร้างพลเมืองรักษ์โลก

สำหรับฉันแล้ว การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย นโยบาย หรือเทคโนโลยีเท่านั้นนะคะ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “จิตสำนึก” ของคนในสังคมค่ะ ถ้าเราทุกคนมีความเข้าใจ ตระหนักรู้ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกใบนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นได้จริง. ฉันเชื่อว่าการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีควรเริ่มต้นตั้งแต่เด็กๆ เลยค่ะ เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ และจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องโลกของเราต่อไป.
การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม: สร้างความเข้าใจตั้งแต่เยาว์วัย
ฉันเคยมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมกับโครงการ PTTEP Teenergy ซึ่งเป็นค่ายเยาวชนที่เน้นการปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับนักเรียน. กิจกรรมเหล่านี้ดีมากๆ เลยนะคะ เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เช่น การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ การสำรวจชีวิตสัตว์ป่า หรือการทำโป่งเทียม ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับธรรมชาติและตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มากขึ้น. นอกจากนี้ยังมีโครงการ “เยาวชนรู้รักษ์ พิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” ที่รัฐบาลจัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะชายฝั่งและการลดปริมาณขยะให้กับเด็กและเยาวชน. ฉันคิดว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การเรียนรู้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ควรเน้นการเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมที่สนุกและน่าสนใจ เพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีได้อย่างยั่งยืนค่ะ
บทบาทของชุมชนและสื่อ: กระบอกเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง
นอกจากการศึกษาในระบบแล้ว ฉันเชื่อว่าบทบาทของชุมชนและสื่อมวลชนก็มีความสำคัญมากๆ ในการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมค่ะ. ชุมชนสามารถเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมรักษ์โลกต่างๆ ได้เอง อย่างเช่น โครงการ Green & Clean โรงเรียนสีเขียว ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ที่ชวนเยาวชนมาแชร์ไอเดียนำขยะกลับมารีไซเคิล. การที่คนในชุมชนได้ลงมือทำด้วยกัน ได้เห็นผลลัพธ์ด้วยกัน จะยิ่งสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง. ส่วนสื่อมวลชนอย่างเราๆ ก็มีหน้าที่สำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้คนในสังคมหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น. ฉันพยายามใช้แพลตฟอร์มของตัวเองในการแบ่งปันเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการรักษ์โลกอยู่เสมอ เพราะฉันเชื่อว่าทุกเสียงที่เราส่งออกไป ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอค่ะ
การบริโภคอย่างยั่งยืน: พลังในมือเราทุกคน
พูดถึงเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมแล้ว บางทีเราก็รู้สึกว่ามันใหญ่โตเกินกว่าที่เราคนเดียวจะแก้ไขได้ใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้ว “การบริโภคอย่างยั่งยืน” นี่แหละค่ะคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมือของพวกเราทุกคนเลย. ทุกครั้งที่เราตัดสินใจซื้อของกินของใช้ เลือกเดินทาง หรือแม้แต่จัดการกับขยะในชีวิตประจำวัน เรากำลังสร้างผลกระทบต่อโลกใบนี้อยู่เสมอ. ฉันเองก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองมาตลอดนะ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้โดยตรง และสามารถเริ่มต้นได้เลยทันทีไม่ต้องรอใครค่ะ
เลือกซื้ออย่างชาญฉลาด: ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการที่เราต้องเลิกซื้อของไปเลยนะคะ แต่มันคือการที่เรา “เลือกซื้ออย่างชาญฉลาด” ต่างหากค่ะ จากผลสำรวจล่าสุดของ PwC ในปี 2567 พบว่าผู้บริโภคชาวไทย 58% เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น และยังเต็มใจจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 11.7% ด้วย. นี่แสดงให้เห็นว่าคนไทยเราใส่ใจกับเรื่องนี้จริงๆ. เวลาฉันไปซื้อของ ฉันจะพยายามมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากเขียว หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้. อย่างเช่น แบรนด์ Origins ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิล. หรือแม้แต่การเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน หรือลดการบริโภคเนื้อสัตว์บางชนิด ก็เป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้เหมือนกันนะคะ. การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ของเราในแต่ละวันนี่แหละค่ะที่รวมกันเป็นพลังขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ
ลดขยะให้เป็นศูนย์: เริ่มต้นที่ครัวเรือน
ปัญหาขยะล้นเมืองเป็นเรื่องที่ฉันกังวลมากๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอาหาร แต่ฉันเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการเริ่มต้นที่ “ครัวเรือน” ของเราเอง. แนวคิด “ลดขยะให้เป็นศูนย์” (Zero Waste) อาจจะฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราค่อยๆ เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก็ทำได้แน่นอนค่ะ อย่างการคัดแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล ให้ชัดเจนตั้งแต่ที่บ้าน เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปจัดการต่อ. กรุงเทพมหานครเองก็มีโครงการ “ไม่เทรวม” ที่รณรงค์เรื่องนี้ และมีผลลัพธ์ที่ดีมากๆ เลย. นอกจากนี้ การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก หรือแก้วพลาสติก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่เราทำได้ทันที. ฉันพยายามพกถุงผ้าและแก้วน้ำส่วนตัวติดตัวตลอดเวลาเลยค่ะ ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าทุกคนทำพร้อมกัน มันจะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่มากๆ. การนำของเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ หรือซ่อมแซมสิ่งของแทนที่จะทิ้งไปเลย ก็เป็นส่วนหนึ่งของการลดขยะด้วยนะคะ อย่างแบรนด์ Patagonia ที่ให้บริการรับซ่อมเสื้อผ้าเพื่อลดขยะ. ทุกการกระทำของเราล้วนมีความหมายค่ะ.
สร้างพันธมิตรเพื่อโลก: ความร่วมมือที่ไร้ขีดจำกัด
ในยุคที่โลกเรากำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายอย่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ฉันเชื่อว่าเราไม่สามารถเดินหน้าไปคนเดียวได้อีกต่อไปแล้วค่ะ “ความร่วมมือ” นี่แหละคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ. ไม่ใช่แค่ความร่วมมือระหว่างประชาชนกับภาคธุรกิจเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงภาครัฐ ภาคประชาสังคม และแม้แต่องค์กรระหว่างประเทศด้วย. ยิ่งเราสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากเท่าไหร่ พลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นค่ะ
ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน: สามประสานเพื่ออนาคต
จากที่ฉันได้เห็นและสัมผัสมาตลอด การที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนมาร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีมากๆ เลยนะคะ. อย่างเช่น โครงการ Saraburi Sandbox ที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่. หรืออย่างการที่กระทรวงพาณิชย์จับมือกับภาคเอกชน ห้างสรรพสินค้า สมาคมการค้า และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs). ฉันเชื่อว่าแต่ละภาคส่วนต่างมีจุดแข็งและทรัพยากรที่แตกต่างกัน การนำสิ่งเหล่านี้มารวมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างรอบด้าน. ภาครัฐสามารถวางนโยบายและออกกฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเอกชนสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินงาน และประชาชนอย่างเราๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและเป็นกระบอกเสียงในการเรียกร้องสิ่งดีๆ ให้กับสังคม. ถ้าเราทั้งสามภาคส่วนผนึกกำลังกันได้อย่างลงตัว อนาคตที่ยั่งยืนก็อยู่ไม่ไกลเกินฝันแน่นอนค่ะ
เครือข่ายความร่วมมือระดับโลก: ข้ามพรมแดนสู่โลกสีเขียว
ไม่ใช่แค่ความร่วมมือภายในประเทศเท่านั้นนะคะ แต่ปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนด้วย. ฉันรู้สึกดีใจมากที่เห็นประเทศไทยเราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกหลายโครงการเลยค่ะ อย่างการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ในปี 2565 และได้ชูแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นพื้นฐานสำคัญ. หรือการที่องค์กรต่างๆ ในไทยเข้าร่วมเครือข่ายข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) เพื่อเชื่อมโยงความมุ่งมั่นขององค์กรกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน. นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 และหมอกควันข้ามแดนในภาคเหนือด้วย. ฉันคิดว่าการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะปัญหาที่เราเผชิญอยู่ไม่มีพรมแดน การที่เราได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรกัน จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างโลกสีเขียวที่น่าอยู่สำหรับทุกคนในอนาคตค่ะ
| บทบาท | ตัวอย่างการดำเนินการ | ผลลัพธ์ที่คาดหวัง |
|---|---|---|
| ประชาชน |
|
|
| ภาคธุรกิจ |
|
|
| ภาครัฐ |
|
|
โอกาสทางธุรกิจสีเขียว: เติบโตอย่างยั่งยืนไปกับโลก
พูดตามตรงเลยนะคะว่าช่วงนี้ฉันเห็นเทรนด์ “ธุรกิจสีเขียว” หรือ “Green Business” มาแรงมากๆ ไม่ใช่แค่ในไทยนะ แต่เป็นกระแสทั่วโลกเลยก็ว่าได้. หลายๆ บริษัทที่ฉันรู้จักหรือได้อ่านข่าวมาเนี่ย เขาไม่ได้มองว่าการรักษ์โลกเป็นแค่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่กลับมองว่าเป็น “โอกาส” ในการสร้างรายได้ สร้างนวัตกรรม และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวด้วยซ้ำไป. ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับศักยภาพของธุรกิจกลุ่มนี้มากๆ เลยค่ะ เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถทำธุรกิจให้เติบโตได้ โดยที่ไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อมเลย
เทรนด์ธุรกิจใหม่: ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป
จากที่ฉันได้ติดตามมา มีเทรนด์ธุรกิจสีเขียวหลายอย่างที่น่าจับตามองมากๆ เลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าทดแทน” เช่น โซลาร์เซลล์ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้. อย่างบริษัท โซลาร์ ดี คอปอเรชัน จำกัด ของไทย ก็เป็นหนึ่งในผู้นำด้านนี้เลย. ต่อมาคือ “ธุรกิจแฟชั่นและความงามยั่งยืน” ที่นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น แบรนด์ Botanicanon ของญี่ปุ่นที่ผลิตเครื่องสำอางจากวัสดุธรรมชาติ. นอกจากนี้ยังมี “ธุรกิจการซ่อมแซมและการปรับปรุง” ที่ช่วยลดขยะในครัวเรือนและขยายเวลาการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ซึ่งฉันว่ามันคือการคิดใหม่ทำใหม่ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่มากๆ เลยค่ะ. ฉันเชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปในทิศทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ
ลงทุนเพื่อโลก: สร้างผลตอบแทนที่มากกว่ากำไร
สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ การลงทุนในธุรกิจสีเขียวก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ ไม่ใช่แค่เรื่องผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการ “ลงทุนเพื่อโลก” ที่จะสร้างผลตอบแทนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย. ฉันเคยอ่านบทความจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่บอกว่าภาคการเงินถือเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรเงินทุนให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนสามารถปรับตัวสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น. นั่นหมายความว่า ถ้าเราเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแนวคิดและปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็เท่ากับว่าเรากำลังมีส่วนช่วยให้โลกของเราดีขึ้นนั่นเองค่ะ. นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าโอกาสในการลงทุนเพื่อความยั่งยืนทั่วโลกจะมีมูลค่ามหาศาลถึง 34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 เลยทีเดียว. ฉันว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากๆ ที่แสดงให้เห็นว่าการรักษ์โลกไม่ได้เป็นแค่เรื่องของศีลธรรมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ด้วยค่ะ
สรุปปิดท้าย
เป็นยังไงบ้างคะทุกคน? พอได้อ่านมาถึงตรงนี้ ฉันเชื่อว่าทุกคนคงเห็นภาพเดียวกันแล้วว่าการสร้างโลกสีเขียวให้ยั่งยืนนั้น ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นพลังของพวกเราทุกคนที่ต้องผนึกกำลังกัน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนอย่างเราๆ ที่เริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ภาคธุรกิจที่พลิกวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาส และภาครัฐที่คอยสนับสนุนด้วยนโยบายที่แข็งแกร่ง. ทุกก้าวที่เราเดิน ทุกการตัดสินใจของเรา ล้วนมีความหมายและส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ค่ะ ฉันรู้สึกดีใจและมีพลังมากๆ ที่ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของคนไทยที่อยากจะเห็นโลกของเราน่าอยู่ขึ้น และเชื่อมั่นว่าถ้าเรายังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง อนาคตที่สดใสก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ มาช่วยกันสร้างโลกที่เราอยากเห็นกันนะคะ!
ข้อมูลน่ารู้เพิ่มเติม
1. แยกขยะง่ายๆ ที่บ้าน: เริ่มต้นที่ตัวเรา! การแยกขยะอาจจะดูเป็นเรื่องยุ่งยากในตอนแรกใช่ไหมคะ เพราะต้องคิดว่าอันไหนทิ้งตรงไหน อันไหนนำไปรีไซเคิลได้ แต่จริงๆ แล้วมันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ แค่เรามีถังขยะแยกประเภทสัก 3-4 ใบที่บ้าน (เช่น ขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิล และขยะอันตราย) ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว. ขยะเปียกอย่างเศษอาหารสามารถนำไปทำปุ๋ยหมักสำหรับต้นไม้ในบ้านได้ ส่วนขยะรีไซเคิลอย่างพลาสติก แก้ว กระดาษ หรือโลหะ ก็รวบรวมไว้แล้วนำไปส่งให้จุดรับรีไซเคิลใกล้บ้าน หรือเรียกใช้บริการจากแอปพลิเคชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการขยะก็ได้. การแยกขยะตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ ลดมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง และยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับของเหลือใช้เหล่านั้นอีกด้วยนะคะ ลองนึกดูสิคะว่าถ้าทุกบ้านในประเทศไทยช่วยกันแยกขยะอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่ได้จะมหาศาลขนาดไหน โลกของเราจะสะอาดขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ แถมเรายังได้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอีกด้วยนะ.
2. ลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง: เปลี่ยนง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน. ฉันเชื่อว่าทุกคนคงเห็นข่าวเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกที่ล้นโลกจนส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและระบบนิเวศกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ มันน่าตกใจและน่าเป็นห่วงมากๆ เลยค่ะ แต่เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ แค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ลองเริ่มต้นด้วยการพกถุงผ้าติดตัวเสมอเวลาไปซื้อของตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต แทนการรับถุงพลาสติกจากร้านค้า หรือพกแก้วน้ำส่วนตัวไปที่ร้านกาแฟหรือร้านสะดวกซื้อเพื่อลดการใช้แก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง. บางคนอาจจะเริ่มจากการพกกล่องข้าวหรือช้อนส้อมส่วนตัวเวลาสั่งอาหารนอกบ้าน หรือปฏิเสธหลอดพลาสติกเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้นะคะ แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเราทำเป็นประจำจนเป็นนิสัย และชวนเพื่อนๆ หรือคนรอบข้างมาทำด้วยกัน พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลกระทบในวงกว้างได้อย่างแน่นอนค่ะ มาเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะพลาสติกกันนะคะ.
3. สนับสนุนผลิตภัณฑ์และธุรกิจสีเขียว: พลังของผู้บริโภคสร้างการเปลี่ยนแปลง. ทุกครั้งที่เราตัดสินใจควักเงินซื้อสินค้าหรือบริการอะไรก็ตาม เรากำลังโหวตให้กับสิ่งที่เราเชื่อมั่นอยู่เสมอค่ะ ในยุคที่ผู้บริโภคอย่างเราตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก หรือเลือกสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลยนะคะ ลองสังเกตฉลากสินค้าที่บ่งบอกถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากเขียว หรือเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีนโยบายชัดเจนในการลดผลกระทบต่อโลก อย่างการลดการใช้พลาสติก การใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต หรือการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น. การกระทำเหล่านี้จะส่งสัญญาณไปถึงภาคธุรกิจว่าผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการที่ยั่งยืน และจะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจต่างๆ หันมาลงทุนในนวัตกรรมสีเขียวและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นค่ะ ทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไปสามารถสร้างความแตกต่างและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่น่าอยู่ได้จริงๆ นะคะ อย่ามองข้ามพลังการเลือกซื้อของเราเด็ดขาด!
4. เข้าร่วมกิจกรรมรักษ์โลกในชุมชน: เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง. นอกจากจะเริ่มต้นจากตัวเองแล้ว การได้ออกไปทำกิจกรรมรักษ์โลกกับคนอื่นๆ ในชุมชนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะได้ลงมือทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกของเราแล้ว ยังได้เจอเพื่อนใหม่ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกันด้วย. ลองมองหากิจกรรมในพื้นที่ใกล้บ้านดูนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บขยะตามชายหาด คลอง หรือในสวนสาธารณะ การปลูกป่า การร่วมรณรงค์ลดใช้พลังงาน หรือแม้แต่การเข้าร่วมเวิร์คช็อปเกี่ยวกับการทำของใช้เองจากวัสดุรีไซเคิล. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และยังช่วยสร้างความผูกพันกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ อย่าลังเลที่จะออกไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนะคะ เพราะทุกแรงใจและทุกการกระทำของเราล้วนมีความหมายต่อโลกใบนี้ค่ะ
5. ประหยัดพลังงานในบ้าน: ลดค่าใช้จ่าย ลดคาร์บอน. การประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ใช่แค่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ลองเริ่มต้นจากการถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน เพราะแม้จะปิดเครื่องแต่ถ้ายังเสียบปลั๊กอยู่ก็ยังกินไฟอยู่ดี (หรือที่เรียกว่า Phantom Load) หรือเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงานมากกว่าและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า. การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25-26 องศาเซลเซียส การใช้พัดลมควบคู่กับแอร์ หรือการใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุดในเวลากลางวัน ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่เราทำได้ทันที. ลองคิดดูสิคะว่าถ้าทุกบ้านช่วยกันประหยัดพลังงานคนละนิดละหน่อย ผลรวมที่ได้จะมหาศาลขนาดไหน ไม่ใช่แค่บิลค่าไฟที่ลดลง แต่โลกของเราก็จะมีสภาพอากาศที่ดีขึ้นด้วยค่ะ มาช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อโลกและเพื่อกระเป๋าเงินของเรากันนะคะ.
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
สิ่งที่ฉันอยากจะเน้นย้ำมากๆ หลังจากที่เราได้พูดคุยกันมาตลอดทั้งบทความนี้ ก็คือเรื่องของ “พลังแห่งความร่วมมือ” ค่ะ การที่โลกของเราจะกลับมาสดใสและยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนอย่างเราๆ ที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวอย่างการคัดแยกขยะ การลดการใช้พลาสติก และการเลือกสนับสนุนธุรกิจสีเขียว ซึ่งเป็นเหมือนพลังเสียงที่ทรงอิทธิพลในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง. ไปจนถึงภาคธุรกิจที่ต้องกล้าปรับตัว พลิกโฉมกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลงทุนในนวัตกรรมสีเขียว และใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเสีย. และแน่นอนว่าภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการวางนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจ และการผลักดันเป้าหมายระดับชาติอย่าง Carbon Neutral และ Net Zero. ถ้าทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ด้วย นี่คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนค่ะ
อีกหนึ่งประเด็นที่ฉันมองว่าสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ “การปลูกฝังจิตสำนึก” และ “การศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม” ซึ่งควรเริ่มต้นตั้งแต่เยาว์วัย เพราะเด็กๆ คืออนาคตของชาติ และต้องอาศัยบทบาทของชุมชนและสื่อมวลชนในการเป็นกระบอกเสียงและสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมหันมาตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและลงมือทำอย่างจริงจัง. เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน นโยบายจะดีเพียงใด หากปราศจากจิตสำนึกและความเข้าใจที่ลึกซึ้งจากผู้คน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนก็คงเกิดขึ้นได้ยาก. การที่เราเข้าใจว่าทุกการกระทำของเราล้วนส่งผลกระทบต่อโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การเดินทาง หรือการจัดการขยะ และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งที่สุดในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและน่าอยู่ให้กับคนรุ่นหลังต่อไปค่ะ มาช่วยกันเป็นพลเมืองรักษ์โลกที่ดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้กันนะคะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: เราในฐานะประชาชนคนธรรมดา จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างไรบ้างคะ ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่จังเลย?
ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าเรื่องนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใหญ่และไกลตัว แต่บอกเลยว่าพลังของพวกเราทุกคนนี่แหละค่ะที่สำคัญที่สุด! จากประสบการณ์ตรงที่ฉันลองทำมา บอกเลยว่ามันเริ่มได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือเรื่องการใช้พลังงาน ลองปรับเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดไฟ หรือปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน แค่นี้ก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เยอะแล้วนะคะ ฉันเองก็เพิ่งเปลี่ยนมาใช้พัดลมแทนแอร์บ่อยขึ้น รู้สึกเย็นสบาย แถมประหยัดค่าไฟไปได้เยอะเลยค่ะอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดการขยะค่ะ ลองลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง พกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว และแยกขยะให้ถูกประเภทดูนะคะ ที่บ้านฉันตอนนี้ทุกคนจะแยกขยะเปียก ขยะแห้ง และขยะรีไซเคิลอย่างจริงจัง พอทำแล้วรู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกใบนี้จริงๆ นอกจากนี้ การเดินทางก็มีส่วนช่วยได้เยอะเลยนะคะ ถ้าไปไหนใกล้ๆ ลองปั่นจักรยานหรือเดินดูค่ะ ได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย ถ้าต้องไปไกลหน่อย การใช้ขนส่งสาธารณะก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีกว่าการใช้รถส่วนตัวเยอะเลยค่ะสุดท้ายที่อยากจะเน้นเลยคือเรื่องของการเลือกซื้อสินค้าและบริการค่ะ ลองหันมาสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับโลก หรือสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืนดูนะคะ พลังของผู้บริโภคอย่างเรามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจอย่างมหาศาลเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ โลกของเราจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ!
ถาม: แล้วภาคธุรกิจในประเทศไทยล่ะคะ เขากำลังทำอะไรกันอยู่บ้าง หรือมีอะไรที่เราในฐานะผู้บริโภคควรสนับสนุนเป็นพิเศษไหม?
ตอบ: ตอนนี้ภาคธุรกิจไทยหลายแห่งตื่นตัวกับปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากๆ เลยค่ะ ซึ่งฉันมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีสุดๆ! จากที่ฉันได้ติดตามและพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายๆ ท่าน ทำให้รู้ว่าหลายธุรกิจไม่ได้มองข้ามเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว แต่กลับมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรด้วยค่ะตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานหรืออาคารสำนักงาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้ ยังมีหลายธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะและของเสียในกระบวนการผลิต ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วยค่ะ บางบริษัทก็ลงทุนในการพัฒนานวัตกรรมสีเขียว เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เลยค่ะในฐานะผู้บริโภค เราสามารถสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ได้โดยการเลือกซื้อสินค้าและบริการของพวกเขาค่ะ ลองมองหาแบรนด์ที่มีสัญลักษณ์รับรองความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนอย่างโปร่งใส ฉันเองก็ชอบเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่บอกเล่าเรื่องราวการใส่ใจสิ่งแวดล้อมของพวกเขาอย่างชัดเจนค่ะ เพราะรู้สึกว่าเรากำลังสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้องและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโลกที่ดีขึ้นด้วยกัน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยนะคะ!
ยิ่งเราสนับสนุนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจอื่นๆ หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเท่านั้นค่ะ
ถาม: ถ้าอยากจะเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่ช่วยรักษ์โลกจริงๆ เราจะมีวิธีสังเกตหรือตรวจสอบได้อย่างไรบ้างคะ กลัวจะโดนหลอก “Greenwashing” ค่ะ?
ตอบ: คำถามนี้ดีมากๆ เลยค่ะ! เพราะยอมรับเลยว่า “Greenwashing” หรือการสร้างภาพลักษณ์ว่าผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่ หรือเป็นเพียงส่วนน้อยมากๆ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยจริงๆ ค่ะ ฉันเองก็เคยรู้สึกสับสนเหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้มีวิธีสังเกตและตรวจสอบที่ใช้ได้ผลมาฝากกันค่ะอันดับแรกเลยคือ ลองดูที่ “ใบรับรอง” ค่ะ สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงมักจะมีสัญลักษณ์รับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ใช่แค่การโฆษณาที่เขียนบนฉลากเองนะคะ ลองมองหาสัญลักษณ์อย่างฉลากเขียว (Green Label) หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับค่ะ การมีใบรับรองเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความโปร่งใสของแบรนด์ค่ะต่อมาคือ “ข้อมูลที่ชัดเจนและจับต้องได้” ค่ะ แบรนด์ที่รักษ์โลกจริงมักจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดการของเสีย หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดและเป็นรูปธรรมค่ะ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่ไม่มีรายละเอียดประกอบ หากเจอแบรนด์ที่อ้างว่ารักษ์โลกแต่ข้อมูลคลุมเครือ ไม่สามารถตรวจสอบได้ ก็ควรระวังไว้ก่อนเลยค่ะนอกจากนี้ “ประสบการณ์ส่วนตัว” และ “การรีวิวจากผู้ใช้งานจริง” ก็สำคัญนะคะ ลองอ่านรีวิวจากคนอื่นๆ หรือถ้าเป็นสินค้าที่สามารถลองใช้เองได้ ก็ลองดูว่าสินค้ามีคุณภาพ ทนทาน และตอบโจทย์การใช้งานจริงหรือไม่ เพราะสินค้าที่รักษ์โลกที่ดีควรจะไม่ใช่แค่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องใช้งานได้ดีและคุ้มค่าด้วยค่ะ ฉันเองจะชอบดูรีวิวจากบล็อกเกอร์หรือเพจที่น่าเชื่อถือประกอบการตัดสินใจเสมอค่ะ เพราะบางทีข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงก็ช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าแค่คำโฆษณาเยอะเลยค่ะ อย่าลืมว่าการเลือกซื้ออย่างชาญฉลาดเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญของเราในการสร้างโลกที่ยั่งยืนนะคะ!






