สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกของฉันทุกคน ช่วงนี้รู้สึกไหมคะว่าอากาศบ้านเรามันแปลกๆ ไปเยอะเลย? วันก่อนฉันเดินออกไปข้างนอก แทบจะละลายเพราะแดดร้อนจัด พออีกวันฝนก็ตกหนักจนน้ำท่วมถนนไปหมด บางทีตื่นเช้ามาก็เจอฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเต็มไปหมดอีกแล้ว แทบไม่อยากหายใจเลยจริงๆ ค่ะ ในฐานะคนที่ห่วงใยอนาคตของโลกใบนี้มาตลอด ฉันเองก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเรายังปล่อยให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ อนาคตของลูกหลานเราจะเป็นยังไงต่อไปนะ หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องใหญ่ระดับโลกแบบนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือนักการเมืองเท่านั้น แต่จากประสบการณ์ตรงที่ฉันได้เห็นและสัมผัสมาตลอด ฉันบอกเลยว่าพลังของ ‘เสียงประชาชน’ อย่างพวกเรานี่แหละค่ะ ที่มีความสำคัญมากๆ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง การแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ หรือการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เราเชื่อ มันไม่ใช่แค่เรื่องของต้นไม้ใบหญ้า แต่มันคือเรื่องของชีวิตประจำวัน สุขภาพที่ดี และอนาคตที่ยั่งยืนของพวกเราทุกคนเลยนะ เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าพวกเราจะสามารถมีส่วนร่วมและส่งเสียงของเราได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้อนาคตของโลกเราสดใสขึ้น
รวมพลังเสียงเล็กๆ ให้โลกได้ยิน

จากประสบการณ์ตรง: ทำไมฉันถึงเชื่อมั่นในพลังประชาชน
จากใจเลยนะคะ เมื่อก่อนฉันก็เคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องไกลตัว เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใหญ่ๆ หรือรัฐบาลเท่านั้น เสียงเล็กๆ ของเราจะไปทำอะไรได้ แต่พอนานวันเข้า ได้เห็นข่าวคราวภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งน้ำท่วมหนัก ฝนแล้ง ไฟป่าในบ้านเรา หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างฝุ่นควัน PM2.5 ที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราทุกปี มันทำให้ฉันเริ่มคิดใหม่ค่ะ ฉันจำได้ว่าช่วงที่มีประเด็นเรื่องโครงการพัฒนาบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้บ้าน เพื่อนๆ ในกลุ่มไลน์ของหมู่บ้านก็เริ่มมีการพูดคุยและแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือดเลยค่ะ ตอนแรกก็แค่เม้าท์มอยกันธรรมดา แต่พอนานเข้าก็เริ่มมีการรวมตัวกันเล็กๆ ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และสุดท้ายก็รวบรวมรายชื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่างได้ 100% แต่ที่แน่ๆ คือมันทำให้เกิดการทบทวนและปรับปรุงแผนงานบางส่วน นั่นทำให้ฉันรู้สึกว่า “เฮ้ย!
เสียงของเรามันมีพลังจริงๆ นะ” การที่เราตื่นตัวและไม่นิ่งเฉย มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เลยล่ะค่ะ
เรื่องเล็กๆ ที่ไม่เล็ก: ผลกระทบที่คุณอาจไม่เคยรู้
หลายคนอาจจะยังคิดว่าเรื่องโลกร้อนมันเป็นเรื่องของหมีขั้วโลกที่อยู่ไกลแสนไกล แต่จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวเรากว่าที่คิดมากเลยนะคะ ลองสังเกตดูสิคะ ช่วงหลังๆ มานี้อากาศบ้านเรามันแปรปรวนหนักขึ้นขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อนที่ร้อนจนแสบผิว หรือหน้าฝนที่ตกหนักจนท่วมแทบทุกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เคยมีน้ำท่วมขังเป็นประจำอยู่แล้ว ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ บางทีฉันขับรถกลับบ้านเจอฝนตกหนักจนมองทางไม่เห็น น้ำท่วมสูงจนรถติดเป็นชั่วโมงๆ ก็เคยมาแล้วค่ะ นอกจากนี้ เรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาเป็นวาระแห่งชาติทุกปีก็มาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การเผาป่า หรือแม้แต่การใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพปอดของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆ และผู้สูงอายุที่ต้องหายใจเอาอากาศแย่ๆ เข้าไปทุกวัน เรื่องเล็กๆ อย่างการทิ้งขยะไม่เป็นที่ การใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง หรือการไม่สนใจนโยบายสิ่งแวดล้อมของนักการเมือง ล้วนส่งผลกระทบต่อเราทุกคนอย่างคาดไม่ถึงเลยค่ะ
เลือกตั้งอย่างฉลาด: กาบัตรให้โลกสวย
ศึกษานโยบายสิ่งแวดล้อม: เลือกคนที่ไม่ใช่แค่พูด
เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่การเลือกคนที่ชอบหน้าตา หรือพรรคที่คุ้นเคยเท่านั้นนะ แต่เป็นการเลือกอนาคตของเราและลูกหลานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่มันส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก ฉันว่าสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากๆ คือ “นโยบายสิ่งแวดล้อม” ของผู้สมัครและพรรคการเมืองค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าเราเลือกคนที่ไม่มีนโยบายดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมเลย หรือมีแต่พูดสวยหรูแต่ไม่มีแผนงานที่จับต้องได้ สุดท้ายแล้วเราก็ต้องมานั่งทนกับปัญหามลพิษ น้ำท่วม ฝุ่นควันกันต่อไป ดังนั้น ก่อนจะไปหย่อนบัตร ฉันอยากชวนเพื่อนๆ ลองใช้เวลาสักนิด อ่านนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละพรรคให้ดีๆ ดูว่าพรรคไหนมีแนวทางที่ชัดเจนจริงจังกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 การจัดการขยะ การส่งเสริมพลังงานสะอาด หรือการอนุรักษ์ธรรมชาติในบ้านเรา ไม่ใช่แค่ฟังคำปราศรัยที่ดูดี แต่ต้องเจาะลึกไปถึงแผนงานที่เป็นรูปธรรมด้วยนะคะ เช่น มีเป้าหมายชัดเจนไหมว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ จะส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าหรือระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้วที่ไม่ได้ศึกษาให้ดีพอ มารู้ทีหลังว่านโยบายที่ฟังดูดีตอนหาเสียง พอเอาเข้าจริงกลับไม่มีอะไรคืบหน้าเลย คราวนี้เลยต้องเรียนรู้ใหม่หมดค่ะ
บทบาทของเราหลังเลือกตั้ง: ไม่ใช่แค่รอแต่ต้องติดตาม
หลายคนอาจจะคิดว่าพอเลือกตั้งเสร็จ หน้าที่ของเราก็จบลงแล้ว นั่งรอดูว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้เราบ้าง แต่ฉันบอกเลยว่านั่นคือความคิดที่ผิดถนัดเลยค่ะ! การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ได้จบลงที่คูหาเลือกตั้ง แต่เป็นการเริ่มต้นบทบาทสำคัญในการ “ติดตามและตรวจสอบ” การทำงานของคนที่เราเลือกเข้าไปค่ะ เพราะนักการเมืองหรือพรรคที่ได้รับเลือกเข้าไปก็ยังคงเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา มีทั้งคนที่ดีและคนที่ไม่ดี มีทั้งคนที่ทำตามสัญญาและคนที่ลืมสัญญา การที่เราไม่สนใจเลยหลังเลือกตั้ง ก็เท่ากับเราเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นอาจจะละเลยหรือไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ง่ายๆ เลยค่ะ ฉันเองก็ชอบที่จะติดตามข่าวสารการประชุมสภา ดูว่า ส.ส.
หรือรัฐมนตรีที่เราเลือกเข้าไป เขาพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราสนใจบ้างไหม มีการเสนอแก้ไขกฎหมาย หรือผลักดันนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อโลกบ้าง ถ้าเจออะไรที่รู้สึกว่าไม่เข้าท่า หรือไม่เป็นไปตามที่เคยให้สัญญาไว้ เราก็มีสิทธิ์ที่จะทวงถาม แสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่รวมตัวกันเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นะคะ อย่าปล่อยให้เสียงของเราเงียบหายไปเฉยๆ ค่ะ
พลังโซเชียลมีเดีย: เปลี่ยนโลกด้วยปลายนิ้ว
#SaveOurPlanet: สร้างกระแสให้โลกเห็น
ในยุคที่เรามีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือตลอดเวลาแบบนี้ โซเชียลมีเดียก็กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆ ในการขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมนี่แหละค่ะ ฉันเห็นมาเยอะแล้วว่าแฮชแท็กเดียว หรือโพสต์เดียวที่ถูกใจ ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มหาศาลเลยทีเดียว อย่างที่เคยมีแฮชแท็ก #SaveDoiSuthep ที่รณรงค์เรื่องการสร้างบ้านพักข้าราชการบนเชิงดอยสุเทพ หรือ #SaveKohTao ที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะและการอนุรักษ์ทะเลบนเกาะเต่า แฮชแท็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวอักษรบนหน้าจอ แต่มันคือการรวมพลังของคนจำนวนมากที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และมันก็เคยทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมาแล้วหลายครั้งเลยนะคะ ในฐานะคนทำบล็อก ฉันบอกเลยว่าการเลือกใช้คำพูด รูปภาพ หรือวิดีโอที่น่าสนใจและเข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ดูเหมือนจะซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจและอยากมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้นมากๆ เลยค่ะ อย่าดูถูกพลังของโพสต์เล็กๆ ของคุณเด็ดขาด เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ใครจะรู้!
จากไลก์สู่แอคชั่น: แปลงพลังออนไลน์เป็นพลังจริง
การกดไลก์ กดแชร์บนโซเชียลมีเดียมันก็ดีนะคะ แต่มันจะดีกว่านี้มากๆ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนพลังงานในโลกออนไลน์ให้กลายมาเป็นพลังงานในโลกจริงได้ค่ะ ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นโครงการระดมทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการนัดรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมดีๆ อย่างการเก็บขยะตามชายหาด หรือปลูกป่า ผ่านการประชาสัมพันธ์บนเฟซบุ๊ก หรือไลน์กรุ๊ป การที่เราได้ออกไปลงมือทำจริงๆ นอกจากจะได้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังได้เจอคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน สร้างมิตรภาพดีๆ และที่สำคัญคือได้สัมผัสถึงความภาคภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นจริงๆ ค่ะ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเห็นโพสต์ที่รณรงค์ให้คนนำแก้วส่วนตัวไปซื้อกาแฟเพื่อลดขยะพลาสติก ตอนแรกก็แค่กดไลก์ไปงั้นๆ แต่พอเจอแคมเปญนี้บ่อยๆ เข้า ก็เลยตัดสินใจลองทำดูบ้าง ปรากฏว่านอกจากจะช่วยลดขยะได้แล้ว บางร้านยังมีส่วนลดให้ด้วยนะ คุ้มสองเด้งเลยค่ะ!
นี่แหละคือพลังของการเปลี่ยนจากไลก์ให้เป็นแอคชั่นที่ฉันอยากเห็นมากๆ เลย
ชุมชนเข้มแข็ง โลกรอด: เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว
ปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์โลกในบ้านเรา
เราไม่จำเป็นต้องรอให้รัฐบาลออกนโยบายใหญ่ๆ เสมอไปนะคะ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ใกล้ตัวเราที่สุด นั่นก็คือ “ชุมชน” ของเรานี่แหละค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกชุมชนในประเทศไทยมีความสามารถในการดูแลสิ่งแวดล้อมของตัวเองได้เป็นอย่างดี อย่างที่ฉันเคยเห็นมาหลายๆ ที่ ทั้งวัด โรงเรียน หรือศูนย์เรียนรู้ในชุมชน กลายเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมแยกขยะอย่างจริงจัง การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร หรือแม้แต่การปลูกผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษไว้กินเอง การเริ่มต้นปลูกฝังความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กๆ ตั้งแต่ยังเล็กก็เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ เพราะพวกเขาคืออนาคตของเรา ถ้าพวกเขามีจิตสำนึกที่ดีตั้งแต่เด็ก ก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ห่วงใยโลกใบนี้ และช่วยกันดูแลรักษาต่อไป ฉันเคยไปช่วยกิจกรรมค่ายสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนแถวบ้าน เห็นเด็กๆ กระตือรือร้นในการเรียนรู้เรื่องขยะและวิธีการจัดการ รู้สึกชื่นใจมากๆ เลยค่ะ
รวมพลังคนในซอย: แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะหน้า

บางทีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในซอยบ้านเราก็เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราช่วยกันแก้ไขได้นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขยะล้นถัง น้ำท่วมขังหน้าบ้าน หรือต้นไม้ข้างทางที่ไม่มีใครดูแล ลองคิดดูสิคะว่าถ้าคนในซอยของเราแต่ละบ้านช่วยกันคนละไม้คนละมือ มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้แค่ไหน อย่างหมู่บ้านที่ฉันอยู่ ตอนแรกก็มีปัญหาเรื่องขยะเยอะมาก เพราะแต่ละบ้านทิ้งไม่เป็นที่ สุดท้ายก็มีพี่ๆ กลุ่มแม่บ้านรวมตัวกันจัดกิจกรรม “วันทำความสะอาดซอย” ทุกวันเสาร์แรกของเดือน แล้วก็มีการตั้งถังขยะสำหรับแยกประเภทชัดเจน มีการพูดคุยกันถึงวิธีการลดขยะในครัวเรือน ตอนนี้ซอยของเราสะอาดน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยค่ะ หรือบางทีถ้าเจอปัญหาใหญ่ขึ้นมาหน่อย เช่น โรงงานแอบปล่อยน้ำเสียลงคลอง หรือมีคนแอบทิ้งขยะชิ้นใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ เราก็สามารถรวมตัวกันเพื่อแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาทำให้ เราทุกคนมีพลังที่จะลุกขึ้นมาดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของเราได้เสมอค่ะ
| รูปแบบการมีส่วนร่วม | ตัวอย่างกิจกรรมในประเทศไทย | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น |
|---|---|---|
| การใช้สิทธิเลือกตั้ง | เลือกผู้สมัครที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมชัดเจน เช่น สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน, ลดมลพิษ PM2.5 | กำหนดทิศทางนโยบายระดับชาติ, ส่งเสริมการออกกฎหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
| การแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย | แชร์ข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม, ร่วมติดแฮชแท็ก #Saveพื้นที่ป่า, วิจารณ์โครงการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน | สร้างกระแสสังคม, กดดันให้เกิดการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา |
| การรวมกลุ่มภาคประชาชน | เข้าร่วมกลุ่มอาสาสมัครเก็บขยะริมหาด, ชุมชนร่วมกันรณรงค์ลดใช้พลาสติก, เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน | สร้างพลังต่อรอง, แก้ไขปัญหาระดับท้องถิ่น, เป็นแรงผลักดันให้เกิดนโยบาย |
| การสนับสนุนธุรกิจสีเขียว | เลือกซื้อสินค้าจากเกษตรอินทรีย์, ใช้บริการขนส่งสาธารณะ, อุดหนุนร้านค้า Zero-Waste | ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน, ลดการสร้างขยะ, สร้างความต้องการสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
จับตามองนโยบาย: รู้ทันนักการเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม
ทำไมต้องสนใจกฎหมายสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว?
หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมมันเป็นเรื่องซับซ้อน เข้าใจยาก และเป็นหน้าที่ของนักกฎหมายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมันใกล้ตัวเรากว่าที่คิดนะคะ! กฎหมายพวกนี้แหละที่กำหนดว่าโรงงานอุตสาหกรรมจะปล่อยของเสียได้แค่ไหน การจัดการขยะมูลฝอยของเทศบาลควรเป็นอย่างไร การสร้างตึกสูงในเมืองต้องมีพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ หรือแม้แต่เรื่องการห้ามเผาป่าและพื้นที่การเกษตร ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพอากาศและชีวิตประจำวันของเราทั้งนั้นเลยค่ะ ถ้าเราไม่สนใจเลย ก็เท่ากับเราปล่อยให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจแทนเราไปซะทั้งหมด ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเราเองก็ได้ค่ะ ฉันเองก็เคยเจอเหตุการณ์ที่โรงงานแห่งหนึ่งแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองใกล้บ้าน จนชาวบ้านเดือดร้อนกันไปหมด ตอนนั้นถ้าชาวบ้านไม่รู้จักกฎหมาย ไม่รู้ว่าจะร้องเรียนที่ไหน ป่านนี้ก็คงทนรับสภาพกันไปเรื่อยๆ แล้วล่ะค่ะ การที่เราพอมีความรู้เรื่องกฎหมายพวกนี้อยู่บ้าง มันช่วยให้เรามีพลังในการเรียกร้องสิทธิ์ และปกป้องสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราได้ดีขึ้นเยอะเลยนะคะ
ช่องทางร้องเรียนและติดตามผล: อย่าให้เสียงเราเงียบหาย
พอเรารู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เราควรทำ แล้วถ้าเจอเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือพบเห็นการละเลยนโยบายที่เราเคยคาดหวัง เราจะไปร้องเรียนหรือติดตามผลได้ที่ไหนล่ะ?
อันนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ เพราะบางทีเรามีเจตนาดี อยากจะช่วย แต่ไม่รู้ช่องทางที่ถูกต้อง เสียงของเราก็อาจจะไปไม่ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ฉันอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองศึกษาช่องทางการร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ นะคะ ในประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบต.
หรือเทศบาล ก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ของตัวเองค่ะ นอกจากนี้ ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ที่เราสามารถขอคำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือได้ด้วยนะคะ ที่สำคัญคือเมื่อเราแจ้งเรื่องไปแล้ว อย่าลืม “ติดตามผล” ด้วยนะคะ บางทีเรื่องก็อาจจะเงียบหายไป ถ้าเราไม่ทวงถามหรือติดตามอย่างต่อเนื่อง การส่งเสียงซ้ำๆ อย่างถูกช่องทางนี่แหละค่ะ ที่จะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขจริงๆ
เศรษฐกิจสีเขียว: ทางเลือกใหม่เพื่อโลกและกระเป๋าเรา
สนับสนุนธุรกิจรักษ์โลก: ใช้เงินของเราสร้างความเปลี่ยนแปลง
รู้ไหมคะว่าทุกครั้งที่เราควักเงินซื้อของอะไรสักอย่าง เรากำลังโหวตให้กับโลกแบบที่เราอยากเห็นอยู่เสมอเลยนะ! การสนับสนุน “ธุรกิจสีเขียว” หรือธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์แฟชั่นชั่วคราว แต่มันคือการลงทุนเพื่ออนาคตของโลกใบนี้ และยังเป็นทางเลือกที่ดีต่อกระเป๋าเงินของเราในระยะยาวด้วยค่ะ ฉันชอบมากเวลาที่ได้เจอร้านค้าท้องถิ่นที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือร้านกาแฟที่ให้ส่วนลดเวลาเราเอาแก้วส่วนตัวไปเอง หรือแม้แต่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ได้ใช้สารเคมี ซึ่งนอกจากจะได้ของดีมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วยค่ะ การที่ฉันได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของมาสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ ทำให้ฉันรู้สึกดีมากๆ เพราะรู้ว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไป มันกำลังช่วยส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น ยิ่งมีคนสนับสนุนเยอะ ธุรกิจเหล่านี้ก็จะยิ่งเติบโตและเป็นทางเลือกหลักมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของทั้งประเทศเลยนะคะ
สร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียว: โอกาสใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่
สำหรับน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างธุรกิจ หรือกำลังคิดจะเปลี่ยนสายงาน ฉันอยากให้ลองมองมาที่ “นวัตกรรมสีเขียว” หรือ Green Innovation ดูค่ะ เพราะนี่คือตลาดที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีความต้องการสูงมากๆ เลยในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การผลิตอาหารแบบยั่งยืน การรีไซเคิลและอัปไซเคิลวัสดุเหลือใช้ การพัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยในการลดพลังงาน หรือแม้แต่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ไม่เพียงแต่ทำเงินได้ แต่ยังได้ทำประโยชน์ให้กับโลกของเราด้วยค่ะ ฉันเห็นสตาร์ทอัพของคนไทยหลายรายที่เริ่มหันมาพัฒนาสินค้าและบริการในกลุ่มนี้ และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะพวกเขาเห็นปัญหาและมองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหานั้นด้วยความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเรามีไอเดียดีๆ และแพสชั่นที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดีต่อโลก นี่แหละคือเวทีของคุณแล้วค่ะ ลองดูนะคะ แล้วคุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศของเราได้จริงๆ
บทสรุปส่งท้าย
เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆ พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างไหมคะ? ฉันเองก็รู้สึกแบบนั้นเลยนะ จริงอยู่ที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมมันดูเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว แต่ถ้าเราทุกคนเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างชาญฉลาด การแสดงพลังผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การดูแลชุมชนของเราให้สะอาดน่าอยู่ ทุกอย่างล้วนมีความหมายและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ค่ะ อย่าเพิ่งหมดหวังกับโลกใบนี้เลยนะคะ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกของเรากลับมาสดใสอีกครั้งกันดีกว่าค่ะ เพราะเสียงเล็กๆ ของเราทุกคนเมื่อรวมกัน จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าไปสู่ความยั่งยืนได้แน่นอนค่ะ
ข้อมูลน่ารู้ที่อาจเป็นประโยชน์
1. หากเพื่อนๆ พบเห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งขยะไม่เป็นที่ การปล่อยน้ำเสีย หรือมลภาวะทางอากาศ สามารถแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันทีนะคะ เช่น กรมควบคุมมลพิษ (สายด่วน 1650 หรือทางอีเมล e-petition@pcd.go.th) สำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัด หรือแม้แต่ศูนย์ดำรงธรรม (สายด่วน 1567) ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งค่ะ การแจ้งข้อมูลที่ชัดเจน จะช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่โดยที่เราไม่ทำอะไรเลยนะคะ
2. การลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวันเริ่มต้นง่ายๆ ที่ตัวเราเองค่ะ ลองพกถุงผ้า ขวดน้ำส่วนตัว และกล่องข้าวไปใช้แทนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งดูสิคะ นอกจากจะช่วยลดขยะได้เยอะแล้ว ยังประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกด้วยนะ บางร้านค้าก็มีส่วนลดพิเศษให้สำหรับคนรักษ์โลกด้วยค่ะ หรือจะลองแยกขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะรีไซเคิลที่บ้าน เพื่อนำไปจัดการได้อย่างถูกต้อง ก็เป็นอีกทางที่ช่วยโลกได้เยอะเลยค่ะ ฉันเองก็เริ่มจากการพกแก้วน้ำไปทำงานทุกวัน ทำง่ายๆ แต่ได้ผลจริง!
3. สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากสนับสนุนธุรกิจสีเขียว ลองมองหาร้านค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม หรือได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อโลกดูนะคะ เดี๋ยวนี้มีแบรนด์ไทยดีๆ ที่ผลิตสินค้าคุณภาพและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก เสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล หรือร้านอาหารที่เลือกใช้แต่วัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่น การใช้เงินของเราไปกับสิ่งเหล่านี้ คือการที่เรากำลังโหวตให้โลกน่าอยู่ขึ้นในทุกๆ วันเลยค่ะ
4. อยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมรักษ์โลกแต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนใช่ไหมคะ? ลองค้นหาข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กขององค์กรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในประเทศไทยดูสิคะ เช่น มูลนิธิโลกสีเขียว, กรีนพีซ ประเทศไทย หรือกลุ่มอาสาสมัครในพื้นที่ต่างๆ ค่ะ พวกเขามักจะมีการจัดกิจกรรมปลูกป่า เก็บขยะ หรือเวิร์คช็อปให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอค่ะ การได้ออกไปลงมือทำจริง ไม่เพียงแค่ได้ช่วยโลก แต่ยังได้เจอเพื่อนใหม่ที่มีใจรักสิ่งแวดล้อมเหมือนกันด้วยนะ ประสบการณ์ตรงของฉันคือการไปเก็บขยะชายหาด ได้ทั้งความสุขและเพื่อนใหม่เลยล่ะค่ะ
5. การติดตามข่าวสารและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ ลองกดติดตามเพจของหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่มีแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 – 2570 หรือเพจข่าวที่เน้นประเด็นสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยดูค่ะ การที่เราอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาและแนวทางการแก้ไขได้ดีขึ้น และยังสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อีกด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้เสียงของเราเงียบหายไปเฉยๆ เลยค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญ
ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีบทบาทอะไรในสังคม ทุกคนล้วนมีพลังและมีส่วนร่วมในการดูแลโลกใบนี้ได้เสมอค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราไม่นิ่งเฉย เริ่มต้นจากการตระหนักรู้ถึงปัญหา และเปลี่ยนความรู้สึกห่วงใยให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างรอบคอบ โดยพิจารณานโยบายสิ่งแวดล้อมของผู้สมัคร การใช้พลังของโซเชียลมีเดียในการสร้างกระแสและเรียกร้องความเป็นธรรมให้ธรรมชาติ การเริ่มต้นดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชนและบ้านเรือนของเราเอง รวมถึงการเป็นพลเมืองที่ดีในการติดตามตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พลังเล็กๆ ของเราทุกคนเมื่อรวมกันแล้ว จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และส่งต่อโลกที่น่าอยู่ใบนี้ให้กับลูกหลานของเราได้อย่างแน่นอนค่ะ มาร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกันนะคะ ฉันเชื่อว่าเราทำได้ค่ะ!
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พูดถึงกันอยู่ทุกวันนี้ มันส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างเราจริงๆ จังๆ ยังไงบ้างคะ?
ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจฉันมากเลยค่ะ เพราะจากที่ฉันเองก็ได้เห็นและสัมผัสมากับตัวเองอย่างหนักหน่วงเลยนะ คือมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วค่ะเพื่อนๆ สังเกตไหมคะว่าเดี๋ยวนี้หน้าฝนก็ไม่เหมือนเดิม หน้าหนาวก็แทบไม่มี อากาศร้อนก็ร้อนจัดชนิดที่ว่าทำลายสถิติกันเป็นว่าเล่น บางทีฝนก็ตกหนักมากจนน้ำท่วมขัง ถนนหนทางกลายเป็นแม่น้ำย่อมๆ ทำให้การเดินทางลำบาก ของเสียหาย และส่งผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรรมของเราอย่างรุนแรงเลยค่ะ ทั้งข้าว ผลไม้ พืชผักต่างๆ ที่เคยปลูกได้ผลดี ตอนนี้กลับเจอภัยแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง หรือโรคพืชแปลกๆ ที่ไม่เคยเจอก็มีมาให้เห็นบ่อยขึ้น ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง เราทุกคนก็ต้องซื้อของแพงขึ้นอีก แถมยังมีเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กลับมาเป็นประเด็นใหญ่ทุกปี จนบางวันไม่อยากออกไปไหนเลย เพราะกลัวปอดจะพังก่อนวัยอันควร จากประสบการณ์ตรงของฉันนะ ทุกวันนี้แค่จะหายใจก็ต้องระวังแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันกระทบกับสุขภาพปากท้องของคนไทยอย่างเราเต็มๆ เลยจริงๆ ค่ะ
ถาม: ในฐานะคนธรรมดาอย่างเราๆ จะมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ระดับโลกอย่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างไรบ้างคะ ต้องเริ่มจากตรงไหนดี?
ตอบ: ฉันเข้าใจเลยค่ะว่าหลายคนอาจจะรู้สึกว่าปัญหาใหญ่ขนาดนี้ เราตัวเล็กๆ คนเดียวจะไปทำอะไรได้ แต่เชื่อฉันเถอะค่ะเพื่อนๆ ว่าพลังเล็กๆ ของพวกเราแต่ละคนเนี่ยแหละค่ะ ถ้ามารวมกันแล้วจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากๆ เลยนะ จากประสบการณ์ที่ฉันพยายามทำมาตลอด สิ่งที่เราทำได้ง่ายๆ ใกล้ตัวเลยก็คือ เริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละค่ะ เช่น พยายามลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ลองพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัวดูสิคะ หรือถ้าเป็นไปได้ก็ลองหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เดิน หรือปั่นจักรยานแทนการขับรถส่วนตัวบ้าง เท่านี้ก็ช่วยลดมลพิษได้เยอะแล้วค่ะ การประหยัดพลังงานในบ้านก็สำคัญนะ ปิดไฟ ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ก็ช่วยลดการใช้ทรัพยากรโลกได้มากเลยค่ะ หรือแม้แต่เรื่องอาหารการกิน การลดปริมาณขยะอาหาร สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกทางหนึ่งที่เราสามารถทำได้ค่ะ มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ นะคะ แต่ลองคิดดูสิคะว่าถ้าคนไทยทุกคนทำพร้อมกัน ผลลัพธ์มันจะมหาศาลขนาดไหน!
ถาม: การรวมพลังของเสียงประชาชนสำคัญยังไง แล้วเราจะใช้เสียงของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้อย่างไรบ้างคะ?
ตอบ: อันนี้ฉันบอกเลยค่ะว่าสำคัญมาก! สำคัญจนฉันอยากจะกอดทุกคนที่ถามคำถามนี้เลยนะ เพราะจากที่ฉันได้ติดตามและเห็นมาตลอดนะ พลังของ ‘เสียงประชาชน’ นี่แหละค่ะ ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ได้จริงๆ หลายครั้งที่นโยบายดีๆ หรือการแก้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นได้ก็เพราะมีเสียงของพวกเราคอยเรียกร้องและกระตุ้นค่ะ เราจะใช้เสียงของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ยังไงน่ะเหรอคะ?
เริ่มแรกเลยคือ “การไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง” ค่ะ เลือกคนที่เขาเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จากนั้นก็ไม่หยุดแค่นั้นค่ะ เราสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ได้ ทั้งบนโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือแม้แต่การร่วมลงชื่อในแคมเปญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม จากประสบการณ์ของฉันนะ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรอบข้าง ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ก็เป็นการสร้างความตระหนักรู้และขยายเสียงของเราออกไปได้อีกทางหนึ่งค่ะ อย่ามองว่าเสียงของเราไม่มีค่า เพราะทุกครั้งที่เราเปล่งเสียงออกไป ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มันคือการส่งสัญญาณให้ผู้มีอำนาจได้รับรู้ว่าพวกเราใส่ใจ และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงค่ะ เสียงของเราทุกคนรวมกัน มันคือพลังขับเคลื่อนที่ไม่มีใครมองข้ามได้เลยจริงๆ นะคะ






